10 สุดยอดสถาปัตยกรรมจีน

posted on 15 Aug 2008 00:00 by ourworld51

ช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาลการแข่งขันโอลิมปิก ซึ่งประเทศจีนเป็นเจ้าภาพ เพื่อเป็นการสร้างบรรยากาศร่วมกับเทศกาลนี้  เราก็มี10 สุดยอดสถาปัตยกรรมจีน ต้อนรับโอลิมปิค 2008 มานำเสนอ  ให้พอเรียกน้ำย่อยกันไปก่อนนะคะ

1. สนามบินนานาชาติปักกิ่ง


      สนามบินโฉมใหม่ที่มีขนาดกว่า 1 ล้านตารางเมตร ซึ่งใหญ่กว่าเพนตากอนของสหรัฐอเมริกานี้ เป็นฝีมือของผู้ออกแบบสนามบินเช็กแลพก๊อกของฮ่องกงด้วย นั่นคือ Foster & Partners สถาปนิกนักเดินทาง ที่เข้าถึงจิตใจผู้โดยสาร ด้วยการออกแบบทางเดินแต่ละส่วนให้สั้นที่สุด ฟอสเตอร์ ได้แบ่งอาคารที่กว้างขว้างใหญ่โตของสนามบินนานาชาติปักกิ่งออกเป็น 2 ข้าง ทอดตัวจากทิศใต้ไปสู่ทิศตะวันออก เพื่อช่วยลดไอร้อนจากแสงอาทิตย์ แต่ติดสกายไลท์ให้แสงแดดละมุนละไมได้ฉายส่องเข้ามา พร้อมทั้งใช้นวัตกรรมใหม่ที่ช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนภายในตัวอาคาร กำหนดสร้างเสร็จปี 2007
            นอกจากนี้ จีนยังมีแผนที่จะสร้างสนามบินใหม่ถึง 108 แห่งระหว่างปี 2004-2009 ซึ่งรวมทั้งสนามบินนานาชาติปักกิ่งแห่งนี้ ที่จะเปิดให้บริการปลายปี 2007 เพื่อต้อนรับโอลิมปิก 2008 โดยจะสามารถรองรับผู้โดยสารได้ 43 ล้านคนในปีแรก
และเพิ่มเป็น 55 ล้านคนในปี 2015

 

2. เดอะคอมมูน – กรุงปักกิ่ง

           

            เดอะคอมมูน (The Commune) เกิดขึ้นตามความตั้งใจของคู่รักนักพัฒนาเรียลเอสเตท จางซิน และพานซื่ออี๋ ที่ลงทุนควักกระเป๋าให้นักสถาปัตย์ชั้นนำชาวเอเชีย 12 คน คนละ 1 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อเนรมิตเฮาส์คอมเพล็กซ์หรูที่มีกลิ่นอายกำแพงเมืองจีนขึ้น

            ปัจจุบัน เดอะคอมมูน เปิดให้บริการแล้วในส่วนที่เป็นโฮเทลบูติค ภายใต้การบริหารของเครือโรงแรมเคมปินสกี้ จากเยอรมนี ซึ่งยังมีโครงการส่วนต่อขยายเพิ่มเติมอีก เฟสแรกสร้างเสร็จเมื่อ 2002 และทั้งโครงการจะเสร็จสิ้นในปี 2010

 

3. ศูนย์กลางการเงินของโลกที่เซี่ยงไฮ้

           

            ศูนย์กลางการเงินแห่งใหม่ของโลก กำลังจะอุบัติขึ้นที่มหานครเซี่ยงไฮ้ ที่เขตการเงินหลู่เจียจุ้ย ในเขตผู่ตง ในรูปโฉมของตึกกระจกสูงเสียดฟ้า 101 ชั้น

            Kohn Pedersen Fox Architects ผู้ออกแบบเล่าว่า การสร้างให้ตึกต้านทานแรงลมได้ ถือเป็นความท้าทายของงานนี้ ในที่สุด จึงได้ออกแบบให้ยอดตึกเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า พร้อมเจาะช่องตรงชั้นที่ 100 ซึ่งนอกจากจะปรับเป็นจุดชมวิวที่สูงที่สุดในโลกแล้ว ยังสามารถบรรเทาแรงลม ลดการแกว่งตัวไปมาของตัวตึกได้ด้วย กำหนดสร้างเสร็จปี 2008

 

4. สระว่ายน้ำแห่งชาตินครปักกิ่ง

            

            สระว่ายน้ำแห่งชาตินี้ สร้างขึ้นสำหรับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2008 โดยมีรูปลักษณ์เหนือจินตนาการคล้าย ก้อนน้ำสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ซึ่ง PTW and Ove Arup ออกแบบโดยใช้วัสดุเทฟลอนทำเป็นโครงร่าง เน้นใช้พลังงานแสงอาทิตย์ โดยจะนำมาใช้เดินเครื่องกรองน้ำเสียของสระน้ำที่ใช้เติมในสระจะถูกกักเก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่ฝั่งไว้ใต้ดิน นอกจากนั้น เพื่อให้ดูเหมือนน้ำที่สุด สถาปนิกยังใช้เทคโนโลยีจากงานวิจัยของนักฟิสิกส์จาก Dublin’s Trinity College ที่สามารถทำให้กำแพงอาคารดูเหมือนฟองน้ำที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ซึ่งนอกจากจะทำสระว่ายน้ำแห่งแดนมังกรนี้ดูดีเป็นเอกลักษณ์แล้ว ยังสามารถต้านทานกับแรงสั่นสะเทือนอันเกิดจาก
แผ่นดินไหวได้ด้วย กำหนดเสร็จปี 2008

 

5. สถานีโทรทัศน์ส่วนกลางแห่งชาติ (CCTV) – นครปักกิ่ง

           

            อาคารสำนักงานใหญ่ของสถานีโทรทัศน์ซีซีทีวี มีรูปลักษณ์ที่แหวกแนวไปจากตึกระฟ้าทั่วไป โดยเกิดจากสองอาคารที่ตั้งมุมฉากต่อเข้าหากัน มองดูเหมือนอุโมงค์ขนาดใหญ่ ซึ่งช่วยกระจายแรงลมที่ปะทะกับตึกได้เป็นอย่างดี ตึกใหม่นี้ออกแบบโดย Rem Koolhass และ Ole Scheeren ส่วนวิศวกรผู้คุมงานก่อสร้างคือ Ove Arup กำหนดสร้างเสร็จปี 2008

 

6. Linked Hybid – นครปักกิ่ง

           

            สถาปัตยกรรมแห่งที่อยู่อาศัยสมัยใหม่ Linked Hybid เป็นที่ตั้งของบ้าน 2,500 หลัง อพาร์ทเม้นท์ 700 ห้อง บนเนื้อที่ขนาด 1.6 ล้านตารางฟุต ถือเป็นตึกใหญ่สุดในโลกที่มีใช้ระบบชีวภาพในการทำความเย็นและให้ความอุ่น เพื่อรักษาอากาศทั้ง 8 ตึกให้คงที่ ในชั้นที่ 20 สร้างเป็นวงแหวน ‘บริการ’ ที่เชื่อมต่อกันทุกตึก ครบครันด้วยบริการต่างๆ ทั้งซักผ้ายันร้านกาแฟ

            Steven Holl และ Li Hu ยังออกแบบให้ ฝั่งท่อน้ำสองสายลึกลงไปใต้ดิน 100 เมตร สำหรับให้น้ำไหลเวียน ซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องกระจายความร้อน และเครื่องทำความเย็นขนาดใหญ่ ที่ไม่ต้องพึ่งพาไฟฟ้าทำน้ำเดือดหรือแอร์ทำความเย็น ขณะเดียวกัน ยังมีระบบบำบัดน้ำเสีย ที่จะรวบรวมน้ำจากห้องครัวและอ่างน้ำทั่วอาคาร มาหมุนเวียนใช้ใหม่ในห้องส้วมกำหนดสร้างเสร็จปี 2008

 

7. เมืองเศรษฐกิจตงถัน – เจียงซู

  เมืองเศรษฐกิจแห่งใหม่ของแดนมังกรอยู่ระหว่างวางแผน คาดว่าเฟสแรกจะเสร็จปี 2010 ออกแบบและพัฒนาโดย ซ่างไห่ อินตัสเทรียล คอร์ป ที่คาดว่าจะมีขนาดเทียบเท่ากับเกาแมนฮัตตัน ตั้งอยู่บนเกาะที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของจีน กลางลำน้ำฉางเจียง (แยงซีเกียง) ใกล้กับมหานครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งจะสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี 2040

            อย่างไรก็ตาม เฟสแรกของโครงการนี้ จะเรียบร้อยก่อนที่งานเอ็กซ์โปเซี่ยงไฮ้จะเปิดฉากขึ้นในปี 2010 ซึ่งจะมีประชากรราว 50,000 คน เข้าอยู่อาศัยที่นี้ จากนั้นอีก 5 ปี ระบบพิเศษต่างๆ จะเริ่มใช้งานได้ ไม่ว่าจะเป็น ระบบผลิตน้ำบริสุทธิ์ ระบบจัดการน้ำเสีย และการหมุนเวียนพลังงานมาใช้ใหม่ พร้อมด้วยถนนสายใหญ่ที่จะเชื่อตรงสู่นครเซี่ยงไฮ้อย่างสะดวกสบาย

 

8. สนามกีฬาโอลิมปิก - นครปักกิ่ง

            

            สนามกีฬาหลายแห่งในโลก ออกแบบโดยเดินตามรอยสนามกีฬาชื่อดังของโลก โคลิเซี่ยมแห่งโรม แต่สนามกีฬานานาชาติของ Herzog & de Meuron ในปักกิ่งนี้พยายามที่จะคิดออกแบบใหม่ให้เอื้ออำนวยต่อสิ่งแวดล้อมปัจจุบันมากขึ้น
สถาปนิกจากสวิสเซอร์แลนด์ Herzog & de Meuron ต้องการที่จะช่องระบายอากาศตามธรรมชาติ ในสนามกีฬาโครงสร้าง 91,000 ที่นั่ง อาจถือได้ว่า เป็นสนามกีฬาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดในขณะนี้

            สนามกีฬาดังกล่าวซึ่งมีกำหนดเสร็จปี 2008 จะเป็นที่ซึ่งใช้จัดพิธีเปิด-ปิดการแข่งขันโอลิมปิก 2008 มีลักษณะภายนอกคล้ายกับ "รังนก" ที่มีโครงตาข่ายเหล็กสีเทาๆเหมือนกิ่งไม้ ห่อหุ้มเพดานและผนังอาคารที่ทำด้วยวัสดุโปร่งใส อัฒจันทร์มีลักษณะรูปทรงชามสีแดง ซึ่งดูคล้ายกับพระราชวังต้องห้ามของจีน ภาพโครงสร้างของสนามกีฬาแห่งนี้ จึงดูคล้ายพระราชวังสีแดง ที่อยู่ภายในรั้วกำแพงสีเทาเขียว ซึ่งให้กลิ่นอายงดงามแบบตะวันออก สำหรับบันไดภายในสนามกีฬาถูกสร้างให้กลมกลืนกับโครงตาข่าย ซึ่งให้ภาพลักษณ์ของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหรือเอกภาพ

 

9. สะพานตงไห่ – เชื่อมเซี่ยงไฮ้ กับ เกาะหยังซัน

           

            สะพานข้ามทะเลแห่งแรกของจีน ซึ่งเปิดใช้อย่างเป็นทางการแล้วเมื่อเดือนธันวาคมปี 2005 สะพานดังกล่าวเป็นเส้นทางคมนาคมหลักในเขตเศรษฐกิจสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซีเกียง ใช้เงินลงทุนราว 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนโครงสร้างหลักมีความยาว 32.5 กิโลเมตร กว้าง 31.5 เมตร มีทางรถวิ่ง 6 เลน และเพื่อความปลอดภัยในการรับมือกับพายุไต้ฝุ่นและคลื่นลมแรง สะพานตงไห่ถูกออกแบบให้เป็นรูปตัวเอส (S) เชื่อมจากอ่าวหลู่หูในเขตหนันฮุ่ยเมืองเซี่ยงไฮ้ ข้ามอ่าวหังโจว ไปยังเกาะเสี่ยวหยังซันในมณฑลเจ้อเจียง ที่ได้วางแผนไว้ให้เป็นท่าเรือการค้าเสรีแห่งแรกของจีน (และจะเป็นท่าคอนเทนเนอร์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก) ซึ่งจะแล้วเสร็จในปี 2010

 

10. โรงละครแห่งชาตินครปักกิ่ง

            

            ตั้งอยู่กลางนครปักกิ่ง ใกล้กับจัตุรัสเทียนอันเหมิน มีเนื้อที่ 490,485 ตารางฟุต มีกำหนดเปิดใช้อย่างเป็นทางการในปี 2008 โครงสร้างภายนอกประกอบขึ้นจากกระจกผสมไทเทเนี่ยม ดูคล้ายกับทะเลสาบ

 

 เป็นยังไงล่ะคะ  สถานที่ท่องเที่ยวที่ได้นำเสนอมานี้ไปกระตุกต่อมความอยากไปเที่ยวเมืองจีนมากขึ้นกว่าเดิมไหมล่ะคะ  การเตรียมความพร้อมของประเทศนี้นี่นับได้ว่าเกิน1ooเลยทีเดียว  เห็นอย่างนี้แล้วในอนาคตจีนจะไม่เป็นประเทศมหาอำนาจของโลกในอนาคตได้อย่างไรล่ะคะเนี่ย

ที่มา:http://guru.sanook.com/pedia/topic/10_สุดยอดสถาปัตยกรรมจีน/

คราวที่แล้ว  เราได้พูดถึงสาเหตุของโลกร้อนไปแบบคร่าวๆบ้างแล้ว

...ลองเอาไปสำรวจตัวเองกันบ้างรึยัง

ว่าชีวิตประจำวันของเรา อะไรเป็นสาเหคุที่ทำให้โลกร้อนได้บ้าง 

ซึ่งบางอย่างมันอาจจะใกล้ตัวจนเราคิดไม่ถึงเลยก็ได้

  

มาคราวนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องวิธีที่จะช่วยลดโลกร้อนกัน

แอ๊บมานิดดส์นึงจากถุงเซเว่น

เคยอ่านกันบ้างป่าววว

ภูมิใจนำเสนอ...

 

 

 

ที่มารูป:www.rajinibon.ac.th/site/1whatislokron.htm

   

วิธีง้ายยยยยง่าย  ที่คุณก็ทำได้

 

1 ปิดสวิตซ์ไฟให้หมด หลังการใช้งาน

ถ้าไม่จำเป็น  เมื่อเราไม่ใช้แล้วก็ควรที่จะปิดซะ!!  ไม่ใช่แค่ไฟ  รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นอื่นๆด้วย

นี่ไม่เพียงจะช่วยลดโลกร้อน แต่ยังจะช่วยประหยัดค่าไฟของบ้านคุณด้วย 

 

2 ถอกปลั๊กให้เกลี้ยง

เหตุผลก็เหมือนข้อข้างบน...   ถ้าเราไม่ถอดปลั๊กไฟออก กระแสไฟก็จะยังคงไหลเวียนอยู่ในนั้น  ในเครื่องใช้ไฟฟ้าของคุณน่ะล่ะ  เสียตลอดก็ไหลตลอด เปลืองไฟนะรู้รึปล่าว 

 

ปัญหาเรื่องไฟฟ้าน่ะมันไม่จบแค่นี้หรอก  จากปัญหาของเงินในกระเป๋าตังเรา ก็จะนำไปสู่ปัญหาของชาติ...

ไม่ว่าจะ เป็นการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง โดยเฉพาะน้ำ ที่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า  ถ้าหากเรายังใช้ไฟฟ้ากันอย่างสิ้นเปลืองอยู่อย่างนี้  ปัญหาที่ตามมาอีกก็คือ  ปัญหาของกระเป๋าตังของ ชาติ เราอาจต้องซื้อกระแสไฟฟ้าจากต่างประเทศมาใช้แทน เมื่อกระแสไฟขาดแคลน 

 

3 พกสติไปช้อปปิ้ง

เคยรู้สึกมั้ย เวลาเห็นป้าย SALE …%  แล้วมันเหมือนมีแรงดึงดูด  หรือแม้จะไม่ SALE ก็ตาม

แค่ได้เดินเข้าห้าง เห็นของจิตก็กระเจิงกันละ  เวลามีเงินอยู่ในมือ  แล้วได้เดินซื้อของไปเรื่อยๆมันช่างเพลินอะไรอย่างนี้...   ซื้อของเสร็จ คิดเงิน  รู้สึกมั้ยว่ากระเป๋าตังมันบางลง...  อีกอย่าง  ยิ่งซื้อของมาก ก็ได้ถุงพลาสติกมาบานเลย   เค้ารณรงค์ให้ใช้ถุงผ้ากันใช่มั้ย  ใช้ถุงผ้าก็ดีนะคะ แต่ถ้าคุณซื้อของทีละมากๆ(มาก มาก มาก) ถุงผ้าคงไม่พอ

 

 

4 ใช้จักรยาน (ได้ออกกำลังกายด้วยนะ)

สำหรับการเดินทางในระยะทางใกล้ๆ การเดิน การใช้จักรยานก็อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า  ประโยชน์ของมันมีมากกว่าช่วยลดโลกร้อนนะ  เพราะไม่ทำให้เกิดมลภาวะ และไม่สิ้นเปลืองทรัพยากร ได้ออกกำลังกาย แถมยังได้ผ่อนคลายอีกด้วย

คติที่ว่า ทางเดียวกัน ไปด้วยกันก็ยังใช้ได้อยู่นะ  โดยสารรถเมล์   ไปรถคันเดียวกันแต่ไปทีละหลายๆคนหน่อย ช่วยกันออกค่าน้ำมัน หรือ ผลัดกันเอารถไป จะได้ไม่ต้องเหงาอีกด้วย ไม่ต้องเดินทางคนเดียว 

 

5 ปลูกต้นไม้ทดแทนต้นที่โดนตัดไป

ไม่ว่าจะกระดาษหรือ เฟอนิเจอร์ไม้ต่างๆ กว่าจะมาถึงมือเรา ต้นไม้ ต้องถูกตัดไปกี่ต้น...

แล้วถ้าเราตัดไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่มีการปลูกต้นใหม่ทดแทน แหล่งต้นน้ำก็จะถูกทำลายไปเรื่อยๆ จนในที่สุดเราก็จะไม่มีน้ำใช้ นอกจากนั้นยังไม่มีอะไรมาดูดซับสารพิษแทนเรา  มลภาวะที่เกิด เราก็จะได้รับมันไปเต็มๆ

......ไม่ใช่แค่ปลูกทดแทนหรอก ถ้าจะให้ดี ปลูกเพื่อให้ปริมาณต้นไม้เพิ่มมากขึ้น คงจะดีที่สุด        

             

6 แยกประเภทขยะ

ลองแยกเป็นสามประเภทดังนี้  ขยะย่อยสลายได้ ขยะรีไซเคิลได้ ขยะอันตราย 

- ขยะย่อยสลายได้  ก็ได้แก่ ขยะทั่วไป เศษอาหาร ซึ่งสามารถนำไปผลิตปุ๋ย ใช้ในการเกษตรได้

- ขยะรีไซเคิลได้  ก็อย่างเช่น กระดาษ ขวดแก้ว ของพลาสติก กล่องนม กระป๋อง

- ขยะอันตราย อย่างเช่น ถ่านไฟฉาย แบตเตอรี่รถยนต์  กระป๋องสเปรย์ เศษชื้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ

    (ขยะเหล่านี้ หากทิ้งไม่เป็นที่เป็นทาง อาจเกิดสารพิษตกค้าง ไม่เพียงเกิดผลเสียกับตัวเรา แต่กับสัตว์ หรือต้นไม้ ก็จะพลอยได้รับผลเสียไปด้วย)  

 

 

7 ลดการใช้ถุงพลาสติก

อย่างที่เคยกล่าวไว้...ขอย้ำอีกหน

     

 

ขอขอบคุณ   seven-eleven เป็นอย่างสูง  ถุง และข้อมูลที่พวกคุณให้มา ใช้ประโยชน์ได้ดีจริงๆ

 ปล.  อย่าลืม  ใช้ทรัพยากรของโลกเราอย่างคุ้มค่า ไมว่าจะอะไรก็ตาม ทุกอย่าง มันก็เหลือน้อยพอกันหมดล่ะ... U_U

 

 

 

 

 

ร้อน ร้อน ร้อน เดี๋ยวนี้โลกเรามันร้อนขึ้นเยอะ

มิหนำช้ำอากาศยังแปรปรวนจนทำให้คนปรวนแปรไปกันยกใหญ่

แต่รู้ไหมว่าโลกร้อนเป็นเรื่องใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิดซะอีก

 

เรามายกตัวอย่างผลกระทบของโลกร้อนกันดูนะ

ตัวอย่างแรก...   อย่างที่รู้ๆกันว่าอากาศร้อนก็ทำให้คนหงุดหงิดง่าย...

โดยเฉพาะผู้หญิง!

พอหงุดหงิดทางออกแรกที่สาวๆส่วนใหญ่ทำคือ ...กิน...

และของกินก็อยู่ในตู้เย็น àการเปิดตู้เย็นบ่อยๆทำให้โลกร้อนเนื่องจากสารจำพวกคลอโรฟลูออโรคาร์บอน หรือ สารซีเอฟซี (Chlorofluorocarbons : CFCs) ที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นเพื่อใช้เป็นสารทำความเย็นในตู้เย็นถูกปล่อยไปสู่ชั้นบรรยากาศ  

ในเมื่อของกินยังไม่ทำให้อารมณ์เย็นพอ..เครื่องปรับอากาศเป็นเป้าหมายต่อไปàผลกระทบก็เช่นเดียวกันกับการเปิดตู้เย็นแต่หนักกว่าเยอะ…!   

เมื่อความเย็นยังไม่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้น เคยได้ยินไหมคำพูดที่ว่า...ความสวยทำให้ผู้หญิงหายเครียด(ขอยืมหน่อยนะค่ะ) เราก็เข้าร้านเสริมสวยกัน ทำผมแก้เครียด เพื่อให้ผมอยู่ทรง ก็ต้องใช้สเปรย์ฉีดผม ซึ่งก็ปล่อยสาร CFC เช่นกัน  

เมื่อสวยเราก็ต้องไปเฉิดฉาย

 เราจึงไปช้อปปิ้งกัน โดยอาศัยยานพาหนะที่เรียกว่ารถต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรถโดยสาร รถยนต์ส่วนตัว รถเพื่อน หรือแม้แต่รถแฟนก็ตาม àยวดยานพาหนะต่างๆที่จำเป็นจะต้องใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงเผาไหม้ และการเผาไหม้เหล่านี้ส่วนใหญ่จะเป็นการเผาแบบไม่สมบูรณ์ซึ่งผลที่ได้คือก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์ซึ่งนอกจากจะทำให้โลกร้อนแล้วยังทำให้ปอดเสียสุขภาพอีกด้วย แต่ถึงแม้ว่า  จะเผาไหม้สมบูรณ์ เราก็ยังได้ คาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งของโลกร้อนอยู่ดี

หายใจก็ผิด...(ล้อเล่นนะ)  

 

ตอนนี้เรามาถึงห้างสรรพสินค้ากันแล้ว เราก็ช้อปกระจาย ได้ถุงพลาสติกมากมายกลับบ้าน à เวลาผลิตถุงพลาสติกจะเหลือสาร CFC จากการผลิตทำลายก็ยาก ลอยไปสู่บรรยากาศ  วิ้วๆ  แล้วโลกก็จะร้อนขึ้นได้อีก 

 

......นี่แค่ที่เกิดจากบุคคล คนเดียวนะ  ถ้าทำเหมือนกันหมดล่ะ...หายนะมาเยือน

 ปล.ตัวอย่างที่สองเราจะแอ๊บไว้ในเอ็นทรี่ต่อไปละกันนะ 

มาช่วยกันคิดสิว่าอะไรเป็นสาเหตุของโลกร้อนได้อีก และเราจะแก้ปัญหากันอย่างไร...

เพื่อมวลมนุษยชาติ เย้!

 

 

edit @ 3 Aug 2008 18:41:41 by (つ¯ ³¯)づ Our World Community C(¯* ¯C)

 

 

 

สมมตินะคะสมมติ ( entry นี้เปิดมาแนวแอ๊บแบ๊วเป็นน้องพลับ )

ให้ลองคิดเล่นๆกันดูนะคะ

สมมติให้โลกเป็นคนคนนึง ไม่จำกัดเพศนะ

คิดว่าโลกจะเป็นคนยังไง

ใครจะตอบแค่ลักษณะภายนอก หรือใครจะเจาะลึกไปถึงนิสัยใจคอก็ไม่ว่ากันค่ะ

สำหรับคนอัพบล็อกเองเนี่ย

คิดว่า...

โลกเป็นผู้หญิง เป็นผู้ให้กำเนิดสรรพชีวิตทั้งหลายทั้งมวล

สวยด้วยเอ้า

แต่เป็นเอดส์...

ใกล้ตายแล้ว เพราะไม่สามารถรักษาตัวเองได้

คงเรียนอย่างอื่นมาอ่ะนะ  ไม่ได้เรียนหมอ

แล้วก็ไม่ค่อยมีคนอยากจะรักษา  เพราะรักษา "โลก" คนคนเดียวรักษาไม่ได้มันต้องช่วยกัน

"โลกเป็นวัตถุทรงกลมที่ใหญ่เกินกว่าที่ใครจะโอบกอด" * จากหนังสือ หน่อไม้ สำนักพิมพ์ a book

นั่นสินะ ถ้าใครคนนึงไม่สามารถโอบกอดโลกคนเดียวได้

ก็ชวนคนอื่นมาช่วยกันสิ

นั่นแหละๆ กลับเข้าเรื่อง

สรุปก็คือโลกเป็น ผู้หญิงสวยที่เป็นเอดส์ เพราะไม่มีใครรักษา

ใครคิดเห็นยังไงบอกกันได้นะ  อยากรู้ค่ะ หรืออยากแนะนำอะไรก็ได้นะ

 ...

...

...

รักคนอ่านบล็อกทู๊กกกกกกกกกกกกกกกคนเลย

 

"เกล็ดความรู้เล็กๆ แต่มีประโยชน์ต่อโลก"

 

 

 

edit @ 27 Jul 2008 23:31:24 by (つ¯ ³¯)づ Our World Community C(¯* ¯C)

ประวัติ เขาพระวิหาร
กลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ให้พูดถึงไม่รู้จบจริงๆ สำหรับ "เขาพระวิหาร" หรือ "ปราสาทเขาพระวิหาร" จนทำให้หลายๆ คนอยากรู้ประวัติ ว่า "เขาพระวิหาร" แห่งนี้มีความเป็นมาอย่างไร และกำลังกลายเป็นว่าที่มรดกโลกได้อย่างไร…? แล้วไทยกับกัมพูชามีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรกับประวัติศาสตร์เขาพระวิหารแห่งนี้…วันนี้เรามีคำตอบมาเฉลยค่ะ และจะพาย้อนตำนานไปศึกษาประวัติเขาพระวิหารกัน ... อย่ารอช้ารีบตามเข้ามาเลยค่ะ

เขาพระวิหาร หรือที่หลายๆ คนรู้จักในนาม "ปราสาทเขาพระวิหาร" (Prasat Preah Vihear) และที่ประเทศกัมพูชาเรียกขานว่า "เปรี๊ยะวิเฮียร์" เป็นปราสาทหินตั้งอยู่บริเวณเทือกเขาพนมดงรัก ในพื้นที่ทับซ้อนชายแดนไทย-กัมพูชา ระหว่างบ้านสรายจร็อม อำเภอจอมกระสานต์ จังหวัดพระวิหาร ของประเทศกัมพูชา และบ้านภูมิซรอล ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ใกล้ๆ กับอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร

เขาพระวิหาร เป็นบริเวณสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของคนพื้นเมืองสมัยก่อน ในกษัตริย์ชัยวรมันที่ 2 ได้กำหนดเขตบริเวณนี้และเรียกชื่อว่า "ภวาลัย" ภายหลังปรากฏชื่อในจารึกภาษาสันสกฤตว่า "ศรีศิขรีศวร" หมายความว่า "ผู้เป็นใหญ่แห่งภูเขาอันประเสริฐ" ตั้งอยู่บนยอดเขาในเทือกเขาพนมดงรัก ตามแนวเส้นกั้นเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา จากหลักฐานต่างๆ คาดว่าสร้างในปี พ.ศ.1432-1443 ในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 เพื่อใช้เป็นสถานที่สักการะตามความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์ โดยสมมติให้เปรียบเสมือน "เขาพระสุเมรุ" (ศูนย์กลางของจักรวาล) โดยการสร้างนั้นก็มีเหตุผลในการรวบรวมอำนาจและความเชื่อของคนในละแวกนั้นเข้าด้วยกัน เพราะในอดีตแถบนั้นมีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติอาศัยอยู่รวมกัน พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 จึงโปรดให้สร้างเขาพระวิหารขึ้น เพื่อเป็นจุดยึดเหนี่ยวและศูนย์รวมจิตใจของ ชาวบ้านซึ่งจะทำให้การปกครองง่ายขึ้นด้วย


ปราสาทเขาพระวิหาร

"ปราสาทเขาพระวิหาร" หรือ "ปราสาทพระวิหาร" เป็นโบราณสถานที่มีความงดงาม โดดเด่นอยู่เหนือเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งกั้นพรมแดน ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชามีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 657 เมตร ปราสาทเขาพระวิหารเป็นเสมือนเทพสถิตย์บนขุนเขาหรือ "ศรีศิขเรศร" เป็น "เพชรยอดมงกุฎ" ขององค์ศิวะเทพ (พระอิศวร) ตั้งโดดเด่นอยู่บนยอดเทือกเขาพนมดงรัก มีความยาว 800 เมตร ตามแนวเหนือใต้ ส่วนใหญ่เป็นทางเข้ายาวและบันไดสูงถึงยอดเขา จนถึงส่วนปราสาทประธาน ซึ่งอยู่ที่ยอดเขาทางใต้สุดของปราสาท (สูง 120 เมตรจากปลายตอนเหนือสุดของปราสาท, 525 เมตรจากพื้นราบของกัมพูชา และ 657 เมตรจากระดับ)

ปราสาทเขาพระวิหารประกอบด้วยหมู่เทวาลัยและปราสาทหินจำนวนมาก ทั้งหมดสร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระศิวะ ซึ่งเทวาลัยหรือปราสาทหินแห่งแรกสร้างขึ้น เมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 9 ซากปรักหักพังของเทวาลัยที่เหลืออยู่ มีอายุตั้งแต่สมัยเกาะแกร์ ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 10 ครั้น และปราสาทเขาพระวิหารเป็นสถาปัตยกรรมอันน่าทึ่ง เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของบรรพชนของ "ขะแมร์กัมพูชา" (ขอม) แต่โบราณ ที่อาศัยอยู่ทั้งในกัมพูชาปัจจุบัน และในภาคอีสานของเรา ขะแมร์กัมพูชา เป็นชนชาติที่มีความสามารถยิ่งในการสร้าง "ปราสาท" ด้วยหินทรายและศิลาแลง ซึ่งขะแมร์กัมพูชาก่อสร้างปราสาทบนเขาพระวิหารติดต่อกันมายาวหลายรัชสมัย กว่า 300 ปี ตั้งแต่กษัตริย์ "ยโสวรมันที่ 1" ถึง "สุริยวรมันที่ 1" เรื่อยมาจน "ชัยวรมันที่ 5-6" จนกระทั่งท้ายสุด "สุริยวรมันที่ 2" และ "ชัยวรมันที่ 7" จากปลายคริสต์ศตวรรษที่ 9 จนถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 12 (หรือจากพุทธศตวรรษที่ 15 ถึง 18 หรือก่อนสมัยสุโขทัย 300 ปีนั่นเอง)

ทางเข้าสู่ปราสาทประธานนั้น มีโคปุระ (ซุ้มประตู) คั่นอยู่ 5 ชั้น (โคปุระชั้นที่ 5 จึงเป็นส่วนที่ผู้เข้าชมจะพบเป็นส่วนแรก) โคปุระแต่ละชั้นก่อนถึงลานด้านหน้าจะผ่านบันไดหลายขั้น โคปุระแต่ละชั้นจึงเปลี่ยนระดับความสูงทีละช่วง นอกจากนี้โคปะรุยังบังมิให้ผู้ชมเห็นส่วนถัดไปของปราสาท จนกว่าจะผ่านทะลุแต่ละช่วงไปแล้ว ทำให้ไม่สามารถแลเห็นโครงสร้างปราสาททั้งหมดจากมุมใดมุมหนึ่งได้

เดิมทีปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในเขตการปกครองของประเทศไทย ขึ้นอยู่กับบ้านภูมิซรอล ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ (ค.ศ.1899, ร.ศ.-118) และเมื่อ พ.ศ. 2442 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชุมพลสมโภช กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ได้เสด็จไปยังปราสาทแห่งนี้ และทรงขนานนามว่า "ปราสาทพรหมวิหาร" ซึ่งต่อมาเรียกกันทั่วไปว่า "ปราสาทพระวิหาร" ซึ่งพระองค์ได้จารึก ร.ศ. และพระนามไว้ที่บริเวณชะง่อนผาเป้ยตาดีว่า 118 สรรพสิทธิ

ต่อมาเมื่อปี 2450 จักรวรรดินิยมฝรั่งเศส (ปกครองเขมรขณะนั้น) อาศัยแสนยานุภาพทางทหารบีบให้รัฐบาลสยาม (ไทย) ยอมเขียนแผนที่กำหนดให้เขาพระวิหารอยู่ในดินแดนของกัมพูชา ในการทำสนธิสัญญาเพิ่มเติม รัฐบาลสยามก็ยอมรับแผนที่ที่ฝรั่งเศษสร้างขึ้นมาแต่โดยดีโดยมิได้ทักท้วง (ซึ่งแต่เดิมถ้าแบ่งตามสันปันน้ำเทือกเขาพนมดงรัก เขาพระวิหารจะอยู่ในฝั่งไทยแต่พอแบ่งตามแผนที่ใหม่ของปี 1907จะอยู่ในฝั่งกัมพูชา) อาจจะเป็นเพราะฝรั่งเศสเป็นมหาอำนาจอยู่ในขณะนั้น และคนไทยก็ยังสามารถเข้าไปยังปราสาทเขาพระวิหารได้โดยง่าย

ทั้งๆ ที่ไม่ว่าจะตามสนธิสัญญาเดิม พ.ศ.2447 หรือตามสภาพภูมิศาสตร์ กำหนดให้อยู่ในดินแดนของไทยอย่างชัดเจน จนวันที่ 6 ตุลาคม 2502 รัฐบาลเจ้านโรดมสีหนุแห่งกัมพูชา ภายใต้การหนุนหลังของฝรั่งเศส ได้ยื่นฟ้องต่อศาลโลก ขอให้ไทยถอนกองกำลังทหารออกจากเขาพระวิหาร และขอให้ศาลชี้ขาดว่าอธิปไตยเหนือปราสาทเขาพระวิหารคืน (ยื่นฟ้องทั้งหมด 73 ครั้ง) ต่อมาเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2505 ศาลโลกได้ตัดสินให้อธิปไตยเหนือปราสาทเขาพระวิหารเป็นของประเทศกัมพูชา ด้วยคะแนน 9 ต่อ 3 เสียง โดยบริเวณดังกล่าวมีเนื้อที่ประมาณ 150 ไร่


ลักษณะสำคัญของปราสาทเขาพระวิหารจะประกอบด้วย...

1. บันไดดินด้านหน้าของปราสาท ซึ่งบันไดดินด้านหน้าเป็นทางเดินขึ้นลงขนาดใหญ่ อยู่ทางทิศเหนือของตัวปราสาท ลาดตามไหล่เขา บางชั้นสกัดหินลงไปในภูเขา มีขนาดกว้าง 8 เมตร ยาว 75.50 เมตร มีจำนวน162 ขั้น สองข้างบันไดมีฐานสี่เหลี่ยมตั้งเป็นกระพัก (กระพักแปลว่า ไหล่เขาเป็นชั้นพอพักได้) ขนาดใหญ่เรียงรายขึ้นไป ใช้สำหรับตั้งรูปสิงห์ทวาร-บาล (ทะ-วา-ละ-บาน) เพื่อเฝ้าดูแลรักษาเส้นทาง

2. สะพานนาคราช หรือ ลานนาคราช อยู่ทางทิศใต้ของบันไดหินด้านหน้า ปูด้วยแผ่นหินเรียบ มีขนาดกว้าง 7 เมตร ยาว 31.80 เมตร สองข้างสะพานนาคราชสร้างเป็นฐานเตี้ยๆ บนฐานมีนาคราช 7 เศียร จำนวน 2 ตัว แผ่พังพานหันหน้าไปทางทิศเหนือ ลำตัวอยู่บนฐานทั้งสอง ทอดไปทางทิศใต้ ส่วนหางของนาคราชชูขึ้นเล็กน้อย นาคราชทั้งสองตัวเป็นนาคราชที่ยังไม่มีรัศมีเข้ามา ประกอบมีลักษณะคล้ายๆ งูตามธรรมชาติ เป็นลักษณะของนาคราชในศิลปะขอม แบบปาปวน
. โคปุระ (ซุ้มประตู)ชั้นที่ 5 จะมีภาพวาดโดยปามังติเอร์อยู่ สร้างเป็นศาลาจตุรมุข รูปทรงกากบาทไม่มีฝาผนังกั้น มีแต่บันไดและซุ้มประตูทั้ง 4 ทิศ สร้างอยู่บนฐานบัวสี่เหลี่ยมย่อมุม ฐานสูง 1.8 เมตร บันไดหน้าประตูซุ้มทั้ง 4 ทิศตั้งรูปสิงห์นั่ง เสาโคปุระสูง 3.5 เมตร เป็นศิลปะแบบเกาะแกร์ ยังมีร่องรอยสีแดงที่เคยประดับตกแต่งตัวปราสาทเอาไว้ แต่ส่วนหลังคากระเบื้องนั้นหายไปหมดแล้ว บันไดทางขึ้นโคปุระ ชั้นที่ 5 อยู่ทางทิศเหนือ เป็นบันไดหินมีลักษณะค่อนข้างชัน ทางทิศตะวันออกของโคปุระชั้นที่ 5 มีเส้นทางขึ้นคล้ายบันไดหน้าแต่ค่อนข้างชัน และชำรุดหลายตอน ยาว 340 เมตรถึงไหล่เขา

4. โคปุระ (ซุ้มประตู)ชั้นที่ 4(ปราสาทหลังที่ 2) จะภาพของการกวนเกษียณสมุทร ณ เขาพระวิหาร ถือเป็น "หนึ่งในผลงานชิ้นเอกอุของปราสาทเขาพระวิหาร" ทับหลังเป็นภาพของพระนารายณ์บรรทมสินธุ์อยู่เหนืออนันตนาคราช ซึ่งทางดำเนินจากโคปุระ ชั้นที่ 5 มาเป็นลานหินกว้างประมาณ 7 เมตร สองข้างจะมีเสานางเรียงตั้งอยู่ทั้งสองด้าน แต่ก็มีปรักหักพังไปมาก โคปุระชั้นที่ 4 สร้างเป็นศาลาจตุรมุข มีกำแพงด้านทิศใต้เพียงด้านเดียว ยาว 39 เมตรจากตะวันออกไปตะวันตก กว้าง 29.5 เมตร จากเหนือไปใต้ เป็นศิลปะสมัยหลังโคปุระ ชั้นที่ 5 คือ แคลง/บาปวน ด้านนอกตั้งรูปสิงห์ หน้าบันเป็นภาพของการกวนเกษียณสมุทร

5. โคปุระ (ซุ้มประตู) ชั้นที่ 3 (ปราสาทหลังที่ 1) เป็นโคปุระหลังที่ใหญ่โตมโหฬารที่ยังสมบูรณ์ที่สุด ลักษณะการสร้างคล้ายกับ โคปุระ ชั้นที่ 1 และ 2 แต่ผิดตรงที่มีฝาผนังกั้นล้อมรอบความใหญ่โตมากกว่า และขนาบด้วยห้องสองห้อง ตัวปราสาทประธานนั้นสามารถผ่านเข้าไปทางลานด้านหน้า บันไดกว้าง 3.6 เมตร สูง 6 เมตร สองข้างมีฐานตั้งรูปสิงห์นั่ง 5 กระพัก มุขเหนือหน้าบันเป็นรูปพระกฤษณะยกภูเขาโควรรธนะ ทับหลังเป็นรูปพระนารายณ์ 4 กรทรงครุฑ และจากโคปุระชั้นที่ 3 มีบันได 7 ขั้นขึ้นไปสู่ถนนที่ยาว 34 เมตร มีเสานางเรียงปักรายข้างถนน ข้างละ 9 ต้น ถัดจากเสานางเรียงไปเป็นสะพานนาค 7 เศียร

6. โคปุระ (ซุ้มประตู) ชั้นที่ 2 สร้างเป็นศาลาจตุรมุข มีกำแพงด้านทิศใต้เพียงด้านเดียวอยู่บนไหล่เขาทางทิศเหนือของโคปุระชั้นที่ 2 บริเวณพื้นราบของเส้นทางดำเนินและสองข้างทางขึ้นลงของบันได จะพบรอยสกัดลงในพื้นศิลามีลักษณะเป็นหลุมกลมๆ สำหรับใส่เสาเพื่อทำเป็นปะรำพิธี โดยมีประธานในพิธีนั่งอยู่ในปะรำพิธีเพื่อดูการร่ายรำบนเส้นทางดำเนิน กรอบประตูห้องมีจารึกอักษรขอมระบุบปีศักราชตกอยู่ในสมัยพระเจ้าสุรยวรมันที่ 1 ด้านหน้ามนเทียรมีบันไดตรงกับประตูซุ้มทั้ง 3 ประตู และมีชานต่อไปยังเฉลียงซ้ายและขวา ที่สนามด้านหน้ามีภาพจำหลักตกหล่นอยู่หลายชิ้น เช่น รูปกษัตริย์กำลังหลั่งน้ำทักษิโณฑกแก่พราหมณ์

7. โคปุระ (ซุ้มประตู) ชั้นที่ 1 สร้างเป็นศาลาจตุรมุข รูปทรงกากบาทไม่มีฝาผนังกั้น มีแต่บันไดและซุ้มประตูทั้ง 4 ทิศ สร้างอยู่บนฐานสี่เหลี่ยม-ย่อมุม บันไดทางขึ้นโคปุระ ชั้นที่ 1 ทางทิศเหนือ เป็นบันไดหินมีลักษณะค่อนข้างชัน เนื่องจากมีความเชื่อกันว่าการที่จะเข้าเฝ้าเทพนั้น จะไปด้วยอาการเคารพนพนอบในลักษณะหมอบคลานเข้าไป ทางทิศตะวันออกมีเส้นทางขึ้นคล้ายบันไดหน้าแต่ค่อนข้างชัน และชำรุดหลายตอนเป็นเส้นทางขึ้นลง ไปสู่ประเทศกัมพูชา เรียกว่า "ช่องบันไดหัก"

8. สระสรง จะอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของทางดำเนินห่างออกไป 12.40 เมตร จะพบสระน้ำรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีขนาดกว้าง 16.8 เมตร ยาว 37.80 เมตร กรุด้วยท่อนหินเป็นชั้นๆ มีลักษณะเป็นขั้นบันได เรียกว่าสระสรงกล่าวกันว่าใช้สำหรับเป็นที่ชำระร่างกายก่อนที่จะกระทำพิธีทางศาสนา
9. เป้ยตาดี เป้ยเป็นภาษาเขมร ซึ่งแปลว่า ชะง่อนผาหรือโพงผา ตามคำบอกเล่าว่านานมาแล้วมีพระภิกษุชรารูปหนึ่งชื่อ "ดี" จาริกมาปลูกเพิงพำนักอยู่ที่นี่จนมรณภาพไป ชาวบ้านจึงเรียกลานหินนี้ว่า "เป้ยตาดี" ซึ่งบริเวณตรงยอดเป้ยตาดีสูงกว่าระดับน้ำทะเล 657 เมตร ถ้าวัดจากพื้นที่เชิงเขาพื้นราบฝั่งประเทศกัมพูชาสูงประมาณ 447 เมตร ตรงชะง่อนผาเป้ยตาดี จะมีรอยสักพระหัตย์ของสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ว่า 118-สรรพสิทธิ แต่ก่อนมีธงไตรรงค์ของไทยอยู่ที่บริเวณผาเป้ยตาดี ในปัจจุบันคงเหลือแต่ฐานไตรรงค์


ปราสาทเขาพระวิหารนับได้ว่าเป็นปราสาทขอมที่สำคัญแห่งหนึ่ง ทั้งในแง่ประวัติศาสตร์การก่อสร้างเทวสถานของฮินดู และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญทั้งของไทยและกัมพูชาอีกด้วย ซึ่งปัจจุบันอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร มีเนื้อที่ 81,250 ไร่ และได้ประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 โดยได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 115 ตอนที่ 14 ก ลงวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ.2541 นับเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 83 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของไทย

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวการเสนอให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา ก็ยังเป็นข้อกังขาของคนไทยหลายๆ คน เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา กลายเป็นประเด็นท็อปฮิตในขณะนี้ และล่าสุดศาลปกครองกลาง ยังได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ระงับมติคณะรัฐมนตรี ที่นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและคณะรัฐมนตรี ได้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมรัฐบาลไทย-กัมพูชา ในการที่กัมพูชาจะขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ซึ่งบทสรุปเรื่องนี้จะเป็นอย่างไรต่อไปนั้นเราคนไทยคงต้องติดตามกันค่ะ
ถ้าสนใจข้อมูลเพอ่มเติมคลิก ค่ะ ปราสาทพระวิหาร

edit @ 24 Jul 2008 22:26:08 by (つ¯ ³¯)づ Our World Community C(¯* ¯C)